Welcome !!!!!

ยินดีต้อนรับสู่ Pro Sarkay Tour Issue Golf ครับ เรามีไม้กอล์ฟ Tour Issue จากหลากหลายยี่ห้อ ส่งตรงมาจาก Tour Department นะครับ พร้อมทั้งรับทำ Custom Fitting ได้ ถ้าหากท่านนักกอล์ฟท่านใดต้องการ หาไม้กอล์ฟ หรือ อุปกรณ์กอล์ฟตัวใดเป็นพิเศษ ทั้ง Tour Issue และ Retail Version และ อุปกรณ์กอล์ฟอื่นๆ อย่างลังเลที่จะติดต่อเข้ามานะครับ เราจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อตอบสนองท่านนะครับ

โปร แอ๊งค์ 0612626635

Learn Perfect Golf Swing HERE !!!!!

RotarySwing.com Golf Instruction Online

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Tour Issue Golf Clubs VS Retail Golf Clubs


วันนี้มาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับไม้ที่เราๆใช้กัน กับ ไม้ที่ Tour Pro ใช้นั้นไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว ต่างกันแบบสุดๆครับ  เพราะไม้ที่โปรใช้นั้นเป็น ไม้ที่เรียกว่า Tour Issue Golf Club ส่วนไม้ที่เราใช้และโดน marketing โน้มน้าวให้ซื้อตามห้างนั้น เรียกว่า Retail Version Golf Club
มันต่างกันยังไง วันนี้ขอเอาความรู้ที่ศึกษาและทดลองใช้มาเป็นหลายร้อยไม้มาแบ่งปันกันนะครับ



TOUR ISSUE ไม่เหมือนกับ Tour Preferred (TP) นะครับ !!!!!!!!!!


What is Tour Issue Golf Club?
(Tour Issue Golf Club คืออะไร?) 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าไม้ Tour Issue คือ ไม้ที่ Sponsor Brand ดังๆหลากหลายยี่ห้อ เช่น Titleist, Taylormade, Callaway, Ping ฯลฯ ทำไว้ไห้ โปร ใน USPGA Tour, European Tour, Nationwide Tour, Asian Tour และ Tour ใหญ่ๆทั้งหลาย ใช้ในการแข่งขัน โดยไม้ Tour Issue จะมาจาก Tour Van ที่อยู่ในการแข่งขันใหญ่ๆใน PGA Tour ดังรูปด้านล่าง





เรื่องของคุณภาพนั้น แต่ละหัวผ่านการ QC มาอย่างละเอียด ใบเหล็ก และ หัวไม้ Tour Issue ต่างกับที่วางขายในท้องตลาด แบบ สุดๆครับครับ รับประกันได้เลยว่า ไกลกว่า เสียงเพราะกว่า ฟิลลิ่งที่ดีและนุ่มกว่าเวลาเข้าบอล ตีง่ายกว่า และ ตีมันกว่า หน้าไม้จะไม่แข็งเหมือนใบเหล็ก และ หัวไม้ ที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด ต่อให้ในตลากจะบอกว่า Tour ก็ตาม ไม้ Tour Issue ส่วนใหญ่ หน้าไม้ (Face Angle) จะเปิดกว่า ไม้ที่ขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป และ องศาหน้าไม้ที่เขียนกำกับไว้ที่หัวนั้น อาจจะไม่ใช่องศาหน้าไม้ที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น หัว Driver R11 TP Retail Version 9° องศา กับ R11 TP Tour Issue 9° องศา R11 Tour Issued จะมี Serial No. เป็น TXXXXX 
แต่ของ Retail Version จะขึ้นต้นด้วยตัวอักษรหรือตัวเลขอะไรก็ได้ที่ ไม่ใช่ TXXXXX R11 TP Tour Issue head Head Size: 420 CC Loft : 9.6° Actual Loft Lie : 58.5° Face Angle: 1.5° Degree Open at Nuetral R11 TP Retail head Head Size: 440 CC Loft : 10.6 Actual Loft Lie : 57° Face Angle: 0.5 Degree Open at Neutral และอีกจุดหนึ่งที่สังเกตได้ง่ายสุดก็คือ การลงสีที่คอ R11 TP Retail จะ Paint ขอบเต็ม แต่ R11 TP Tour Issue จะเป็น Paint Break ที่คอดังรูปด้านล่าง อันนี้ คือ R11 TP Tour Issue Version 1. 


NOTE: R11 TP Tour Issue Version 2 จะไม่มี Paint Break


R11 TP Tour Issue Driver Version 1(สังเกต Paint Break ที่คอไม้)
Version 2 จะไม่มี Paint Break



Driver Tour Issue นั้นต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า COR Test หรือ พูดง่ายๆก็คือ การทดสอบความเด้งของหน้าไม้ เพื่อให้แน่ใจว่าความเด้งของหน้าไม้นั้น ไม่เกิน 0.83 ซึ่งเป็น ความเด้งที่กฏกอล์ฟได้กำหนดไว้ให้ Tour Pro ใช้ในการแข่งขัน (สามารถดูความแตกต่างได้จากรูปด้านล่าง)
เนื่องจากคุณภาพที่ดีขั้นเทพแบบนี้ และ หายากเพราะทำมาให้ Tour Pro ใช้จึงทำให้ ไม้ Tour Issue นั้นมีราคาค่อนข้างสูง






Tour Issue Golf Club มันดีกว่ายังไงน่ะเหรอ?

TaylorMade Tour Issue แตกต่างจาก TaylorMade Retail ตรงไหน จุดแรกที่สังเก็ตได้ง่ายก็คือ Serial No. ที่ขึ้นต้นด้วยตัว Txxxxx ซึ่งผลิตขึ้นมาให้โปรใช้ในการแข่งขัน น้ำหนักหัวของ Tour Issue จะมีน้ำหนักหัวที่เบากว่าตัว Retail จึงต้องมีการทำ Hotmelt เพื่อที่จะทำการเพิ่มน้ำหนักหัวให้ได้ตามความต้องการของโปรในแต่ละคน Tour และ Lie Angle ก็แตกต่างจากตัว Retail อีกเช่นเดียวกัน

หัว Driver Tour Issue บางตัวอาจ มี สติกเกอร์ บอก Spec ของหัว ตัวอย่างเช่น Superfast 2.0 TP Tour Issue Txxxxx ดังรูปด้านล่าง
ในสติกเกอร์จะบ่งบอกข้อมูล เช่น องศาหน้าไม้ที่แท้จริง (Actual Loft) , Lie, (มุมหน้าไม้)Face Angle, น้ำหนักหัว (Head Weight)
ขนาดหัว ของ Superfast 2.0 TP Tour Issue Txxxxx นี้จะเป็น Paint Break เช่นเดียวกับ R11 TP Tour Issue และที่กลางหน้าไม้จะมี DOT สีขาวๆดังรูปด้านล่าง เพื่อเป็นการบ่งบอกว่า ได้ผ่านการทำ COR Test มาเรียบร้อยแล้ว















เอกสารที่มาจากโรงหล่อหัวไม้ที่บอก Spec ของ หัวทุกหัว ก่อนที่ Tour Department จะเอาไปทำ COR Testing, Hotmetly, และ หา Sweet Spot



กรรมวิธีของการทำ Hotmelt นั้นเป็นอย่างไร?











Hotmelt คือ อะไร?


Hotmelt คือ กาวร้อนที่ใช้เพื่อเพิ่มน้ำหนักหัว Driver, Fairway, และ Hybrid เพื่อเพิ่ม SwingWeight แต่ง 
Ball Flight เปลี่ยนเสียง impact ลูกที่ไม่พึงประสงค์ อาจจะเป็นเสีบงที่ ทึบเกินไป หรือ ใสเกินไป ซึ่งสามารถสร้างความรู้สึกในรูป แบบ Solid เหมือนเวลา impact ลูกแล้วจะรู้สึกเหมือนดูดลูกกอล์ฟ และ กระเด็นออกไป หรือ อาจจะเป็น เสียงใส ตีแล้วเหมือนกระเด็น ออกไป เวลาลูกโดนหน้าไม้แล้วมันจะเหมือนกระจายๆ หน่อย
โดยปกติแล้ว Tour Van จะ stock หัว Driver, Fairway, และ Hybrid ที่เบากว่าหัว Standard ทั่วไปที่ขายตามท้องตลาด เพื่อที่จะได้ทำการ Hotmelt  เพื่อแต่ง Ball flight เช่น Draw Biased , Neutral Biased, และ Fade Biased


ส่วนใหญ่แล้วโปรในทัวร์นั้นจะใช้ Driver ที่มีความยาวที่สั้นกว่าไม้ที่ขายตามท้องตลาด เลยต้องใช้ Hotmelt เพื่อแต่ง Swingweight และ Ball Flight เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้เพราะว่า ในทุกๆ 1/2 นิ้วที่ก้านไม้โดนตัดให้สั้นลงจะเสีย Swingweight ไป 3 จุด และการที่จะชดเชย  Swingweight 3 จุดที่หายไปได้นั้นสามารถทำได้โดยการยิงกาว Hotmelt เข้าไปในหัวได้ ก็จะทำให้ Swingweight กลับมาเท่าเดิม จึงทำให้ Tour Pro สามารถใช้ไม้ที่สั้นลงที่มี Swingweight เท่าเดิม ที่ได้ระยะที่เท่าเดิม หรือ มากกว่า และการควบคุมที่ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น Driver ที่มี Swingweight D2 และมีความยาว 45 นิ้ว ถ้าความยาวถูกตัดลงให้เหลือ 44  1/2 นิ้ว Swingweight จะลดลงเหลือ D0 ทันที แต่การทีทำ hotmelt โดยการยิงกาวร้อนเข้าไป 6 กรัม จะทำให้นักกอล์ฟ สามารถได้ Swingweight เท่าเดิมที่ D2 และจะได้ความรู้สึกที่ดี และ ความสมดุลที่ดี เนื่องจากว่าในหลายๆครั้ง Driver ที่สั้นลง จะทำให้เกิดความแม่นยำในการตีที่ดีขึ้น เพราะเนื่องจากว่าลูกจะหลุดออกไปนอกทิศทางได้ยากขึ้น และถ้าความสมดุลจากการตัดก้านไม่สูญเสียไป จะทำให้ไม่มีการเสียระยะเลย และ ความสมดุลนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มา จากการทำ hotmelt


จากที่ได้กล่าวไว้ในข้งต้น ว่า การทำ hotmelt นั้นสามารถ ปรับเปลี่ยนหรือแต่ง Ball Flight ให้เป็น Draw Biased (ทำให้ตี Draw ง่ายขึ้น), Neutral Biased (ทำให้ลดเสียงและความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ และ ทำให้ตีตรงขึ้น), และ Fade Biased (ทำให้ตี Fade ง่ายขึ้น)  แต่ทั้งนี้นั้นจะมากจะน้อยแค่ไหนก็จะขึ้นอยู่กับปริมาณกาวที่ใช้ยิงเข้าไป


 ถ้าหากว่าทำการยิงกาวไว้ในด้านในของหน้าไม้ จะช่วยในการลดเสียงอันไม่พึงประสงค์ ทำให้ได้ Ball Flight ที่ต่ำลงในรูปแบบที่เรียกว่า Low Boring Trajectory คือ ลูกจะพุ่งไปต่ำๆแบบที่ไม่ต่ำจนเกินไป แต่ที่พิเศษกว่า ก็คือ จะลอบไปเรื่อยๆๆ เนื่องจากว่า Center of Gravity(COG) จุดศูนย์ถ่วงจะอยู่ในตำแหน่งที่ สูงขึ้น และ สามารถลดอัตรา Backspin ลงได้ถึง 400-600 rpm จึงทำให้ได้ระยะที่ไกลขึ้นและตกวิ่งมากกว่าเดิม
Picture Reference: http://www.clubmate-golf.com.au




ถ้าหากว่าทำการยิงกาวไว้ทางด้านหลังของด้านในของหัว จะทำให้ได้ Ball Flight ที่โด่งขึ้น และ Backspin ที่มากขึ้นเล็กน้อย และ จะได้เสียง impact ที่ดังและแน่นขึ้น


ถ้าหากว่าทำการยิงกาวไว้ทางปลายด้านในของหัว (Toe) จะทำให้ได้ Ball Flight ในรุปแบบที่เรียกว่า Fade Biased ทีทำให้เกิดการตีเฟดได้ง่ายขึ้น ที่ไม่ทำให้เสียระยะ และ ไม่เลี้ยวจนเกินไป


Picture Reference: http://www.clubmate-golf.com.au
ในทางกลับกัน ถ้าหากว่าทำการยิงกาวไว้ทางโคนด้านในของหัว (Heel)  จะทำให้ได้ Ball Flight ในรุปแบบที่เรียกว่า Draw Biased ทีทำให้เกิดการตีดอร์วได้ง่ายขึ้น ได้ระยะเพิ่มขึ้นไปอีก และ ไม่เลี้ยวจนเกินไป






ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าหัวแต่ละหัวจะถูกทำการ ยิงกาวในรุปแบบไหน เพื่อให้เหมาะกับโปรคนใด และขั้นตอนทั้งหมดนี้จะทำในTour Van ทั้งสิ้น




แล้วทำไม Tour Issue Golf Club มันถึงแพง?

ไม่มีขายตามท้องตลาด และ เป็นไม้ที่เรียกได้เลยว่า เกรดดีกว่ามากๆ เนื่องจากว่าไม้ Tour Issue นั้นใช้วัสดุที่ดีกว่าตัว Retail ซึ่งเป็น ไทเทเนียม ที่แช็งแรงและทนทานกว่า และ ไทเทเนียมนี้จะหนากว่าโลหะที่ใช้ทำไม้ Retail เพียงเล็กน้อย เหตุผลก็เพราะว่า ไม้ Tour Issue นั้นสร้างมาเพื่อให้ โปรในทัวร์ใช้ ซึ่งโดยปกติแล้วโปรในทัวร์จะมีการซ้อมตีลูกกอลืฟที่หนัก และ เยอะกว่า นักกอล์ฟทั่วๆไป และไม้ Tour Issue สามารถรองรับการตีลูกกอล์ฟเป็น พันๆลูกได้ ซึ่งสามารถรองรับการตีได้มากกว่าไม้ Retail ที่ไม่สามารถรองรับการใช้งานได้มากขนาดนั้น ในเรื่องของความรู้สึกเวลา imapct นั้นต่างอย่างเทียบไม่ได้เลยจริงๆครับ



แล้วทำไมทางบริษัท ไม่ทำของดีๆแบบนี้มาให้พวกเราใช้กันบ้างล่ะ?


ทางผู้เชี่ยวชาญหัวไม้เทเลอร์เมดได้บอกไว้ว่า ทุกหัวเมื่อนำมาเช็คว่าหน้าไม้สแควร์จริงหรือไม่นั้น ก็ปรากฏกว่าเป็นหน้าไม้ปิด 1 องศา ถึงแม้ว่าทางโรงงานจะบอกว่าหน้าไม้สแควร์ก็ตาม นั่นเป็นเพราะมีน้อยมากที่จะมีนักกอล์ฟฝีมือดีที่จะตีได้ตามความสามารถ ตลาดส่วนใหญ่ก็เป็นนักกอล์ฟมือกลางๆ ถึงมือใหม่ที่มีอีโก้ค่อนข้างเยอะ ผมต้องตีหน้าไม้เปิด หน้าไม้ปิดตีไม่ได้ อย่างโน้นอย่างนี้ ทางผู้ผลิตก็ใช้วิธีการแบบนี้เพื่อตอบสนองอีโก้ของนักกอล์ฟส่วนใหญ่ แต่ส่วนใหญ่แล้วเกินกว่าครึ่งของนักกอล์ฟทั้วโลกนั้น ปัญหาหลัก ก็คือ การตี Slice Taylormade จึงตอบสนองตลาดด้วยการทำหน้าไม้ที่ปิด ถึง 1-2 องศาออกมา แต่ส่วนที่เป็น TP ปิด 0.5 องศา, สแควร์ หรือ เปิด 0.5 องศา  เพื่อตอบสนองตลาดกลุ่มที่เล็กกว่า และอย่างที่ได้กล่าวไปว่า Tour Issue นั้นสร้างมาเพื่อให้ โปรในทัวร์ใช้ ซึ่งโดยปกติแล้วโปรในทัวร์จะมีการซ้อมตีลูกกอล์ฟที่หนัก และ เยอะกว่า ซึ่งในตลาดไม้กอล์ฟนั้น ถือว่า มีคนในจำนวนนี้ค่อนข้างน้อย นั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไม เขาถึงทำมาให้แค่โปรในทัวร์ใช้เท่านั้น





TXXXXX Serial ที่บ่งบอกว่า เป็น Taylormade Tour Issue Head




เพิ่มเติมเกี่ยวกับ R11 TP Tour Issue:


R11 TP  Driver ในท้องตลาดทั่วไป จะมีองศาหน้าไม้ให้เลือกแค่: 9*, 10.5*
R11 TP Tour Issue Driver จะมีองศาหน้าไม้ตั้งแต่: 8*, 9*, 10.5*




R11 TP Fairway Woods  ในท้องตลาดทั่วไป จะมีองศาหน้าไม้ให้เลือกแค่: T3=14*, 3 = 15*, 4 = 17*, 5 = 19*, 7 = 22*


R11 TP Tour Issue Fairway Woods จะมีองศาหน้าไม้ตั้งแต่: T2 = 13*, T3=14*, 3 = 15*, 4 = 17*, 5 = 19*, 7 = 22*




RBZ Prototype Tour Issue Txxxxx 9.5*


ตัวนี้เป็น Driver ตัวใหม่ที่ออกมาใน ปี 2012 ลักษณะของตัวนี้ที่เป็น Tour Issur RBZ นั้น ผมลองแล้วพูดได้คำเดียวว่า ที่ทาง Taylormade โฆษณาไว้ว่า "Insane Distance Gain" หรือ ที่เราอาจจะเรียกกันว่า "ไกลขึ้นแบบงงๆ ไกลแบบบ้าระห่ำ" อันนี้เรื่องจริงครับ ผมได้ลองตีเปรียบเทียบกันตัว Prototype ที่เป็น Retail Version แล้วผมบอกได้เลยว่า RBZ Tour Issue Prototype นั้น Solid กว่าเยอะ เป็นยังไงเหรอครับ? ความรู้สึกเวลา Impact มันจะหนักแน่นมาก เหมือนกับว่า มันจับกันเป็นลูกๆอยู่กลางหน้าไม้ สามารถรู้สึกถึงลูกกอล์ฟได้แบบทั้งลูก ทั้งเวลาที่ตีโดนเต็มหน้าไม้ และ เวลาที่ Miss Hit !!! หรือตีโดนเต็มหน้าไม้ครับ

ตัวนี้เป็นตัวที่พัฒนามาจาก Superfast TP 2.0 สามาถเพิ่มระยะให้ไกลขึ้นได้ถึง 17-21 หลา !!!!









วันนี้เอาความรู้ส่วนหนึ่งมาแบ่งปันกันก่อน ถ้าใครมีคำถามอะไร post ถามเลยนะคับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น